รายละเอียด
คุณอยู่ที่นี่: บ้าน » ข่าว » ข่าวอุตสาหกรรม » วิธีลดความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง

วิธีลดความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง

การเข้าชม: 50     ผู้แต่ง: บรรณาธิการเว็บไซต์ เวลาเผยแพร่: 31-08-2023 ที่มา: เว็บไซต์

สอบถาม

ปุ่มแชร์เฟสบุ๊ค
ปุ่มแชร์ทวิตเตอร์
ปุ่มแชร์ไลน์
ปุ่มแชร์วีแชท
ปุ่มแชร์ของ LinkedIn
ปุ่มแชร์ Pinterest
ปุ่มแชร์ Whatsapp
แชร์ปุ่มแชร์นี้

ความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อย หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่ออวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง และไตได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจและป้องกันความดันโลหิตสูงอย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก


I. ความหมายและผลเสียของความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงหมายถึงภาวะที่ความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรฐานการวินิจฉัยของจีน ผู้ใหญ่ที่มีความดันโลหิตซิสโตลิก ≥140 mmHg หรือความดันโลหิตล่าง ≥90 mmHg สามารถวินิจฉัยว่ามีความดันโลหิตสูงได้ หากความดันซิสโตลิกอยู่ระหว่าง 140-159 mmHg หรือความดันล่างอยู่ระหว่าง 90-99 mmHg จะจัดเป็นโรคความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 หากความดันซิสโตลิกอยู่ระหว่าง 160-179 mmHg หรือความดันล่างอยู่ระหว่าง 100-109 mmHg จะจัดเป็นโรคความดันโลหิตสูงระยะที่ 2 หากความดันซิสโตลิกเท่ากับ ≥180 mmHg หรือความดันล่างเท่ากับ ≥110 mmHg จะจัดเป็นโรคความดันโลหิตสูงระยะที่ 3

ความดันโลหิตสูงในระยะยาวสามารถทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง และไตได้อย่างรุนแรง และถึงขั้นนำไปสู่ภาวะร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และไตวายได้ ดังนั้นความดันโลหิตสูงจึงถูกเรียกว่า 'ฆาตกรเงียบ' และก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสุขภาพที่สำคัญ


ครั้งที่สอง สาเหตุของความดันโลหิตสูง

มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อความดันโลหิต สาเหตุสำคัญของความดันโลหิตสูง ได้แก่ :

1. วิถีชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

การบริโภคไขมันสัตว์ โปรตีน โรคอ้วน การขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ล้วนเป็นพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เป็นอันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้

2. ความเครียดทางจิตใจมากเกินไป

ความกดดันต่างๆ จากการทำงานและชีวิตอาจกระตุ้นการกระตุ้นด้วยความเห็นอกเห็นใจ เพิ่มการเต้นของหัวใจ และนำไปสู่ความดันโลหิตสูง

3. ปริมาณโซเดียมที่มากเกินไป

การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไปจะเพิ่มปริมาณโซเดียมในเลือด ทำให้เกิดการกักเก็บของเหลวในหลอดเลือดและเพิ่มความดันโลหิต

4. ปัจจัยทางพันธุกรรม

ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะนี้มากขึ้น

5. ความชรา

เมื่ออายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นและการทำงานของหลอดเลือดจะค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้น


III. อาการของความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงระดับเล็กน้อยถึงปานกลางมักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก และสามารถตรวจพบได้โดยการวัดเท่านั้น เมื่อความดันโลหิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจมีอาการต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ใจสั่น หูอื้อ และนอนไม่หลับ ผู้ป่วยบางรายอาจมีการมองเห็นและกำเดาไหลบกพร่อง


IV. การรักษาความดันโลหิตสูง

6. การบำบัดทางเภสัชวิทยา

(1) สารปิดกั้นช่องแคลเซียม: สารเหล่านี้สามารถขยายหลอดเลือดได้ และมักใช้เพื่อรักษาความดันโลหิตสูง เช่น ไนเทรนดิพีน แอมโลดิพีน เป็นต้น ควรสังเกตผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และข้อเท้าบวม

(2) สารยับยั้ง ACE: สารยับยั้งการเปลี่ยน angiotensin I เป็น angiotensin II เพื่อให้ได้ผลในการลดความดันโลหิต ตัวอย่าง ได้แก่ อีนาลาพริล ลิซิโนพริล ฯลฯ ควรตรวจสอบการทำงานของไตระหว่างการใช้งาน

(3) ตัวบล็อคเบต้า: พวกมันปิดกั้นการกระตุ้นด้วยความเห็นอกเห็นใจของหัวใจเพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจและการเต้นของหัวใจ ตัวอย่าง ได้แก่ โพรพาโนลอล อะทีโนลอล เป็นต้น

(4) ยาลดความดันโลหิตอื่นๆ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาออกฤทธิ์ส่วนกลาง เป็นต้น แพทย์จะสั่งจ่ายยาที่เหมาะสมตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย

7. การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์

(1) อาหารที่มีเกลือและไขมันต่ำ: ลดการบริโภคไขมัน คอเลสเตอรอล และโซเดียม

(2) ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำ เช่น เดินเร็ว จ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ เป็นต้น สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30-60 นาที

(3) รักษาน้ำหนักให้เป็นปกติ

(4) การเลิกบุหรี่และแอลกอฮอล์

(5) การฝึกผ่อนคลาย: เช่น นั่งสมาธิ ฟังเพลง โยคะ ฯลฯ เพื่อช่วยจัดการกับความเครียด


V. การป้องกันความดันโลหิตสูง

กุญแจสำคัญในการป้องกันความดันโลหิตสูงอยู่ที่วิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีและพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม

8. รักษาน้ำหนักตัวให้เป็นปกติและหลีกเลี่ยงโรคอ้วน

9. จำกัดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

10. อาหารที่มีเกลือและไขมันต่ำ รับประทานผักและผลไม้สดให้มากขึ้น

11. ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำ เช่น เดินเร็ว จ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ

12. จัดการความเครียดจากการทำงานและรักษาทัศนคติเชิงบวก

13.ตรวจความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ รีบไปพบแพทย์ทันทีหากตรวจพบความผิดปกติ


วี. ความสำคัญของการตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ

เนื่องจากความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการที่สำคัญในระยะแรก ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญมาก

ผู้ใหญ่ควรได้รับการตรวจความดันโลหิตทุกๆ 3-6 เดือน หากพบความผิดปกติ ควรเริ่มการรักษาพยาบาลเชิงบวกและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อควบคุมความดันโลหิตและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถป้องกันและรักษาได้ ด้วยความตระหนักรู้ที่เหมาะสม การป้องกันเชิงรุก และการรักษาทางวิทยาศาสตร์ สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นอันตรายและช่วยให้มีชีวิตที่มีสุขภาพดีได้